แต่อย่างไรก็ดี หากเรามองว่า ภาพที่จะสะท้อนเศรษฐกิจ ในอนาคต ต่อจากเหตุการณ์นี้ ไม่ว่า ณ จุดตรงนี้ จะเป็นจุดสิ้นสุด ของเหตุการณ์วิกฤติการเงินนี้หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่า ผลกระทบที่ตามมา ก็คงยากที่จะให้ตลาดพื้นตัวกลับมาเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลา อย่างน้อยกว่า 6เดือนหรือ 1 ปีที่จะเรียกความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน ในการลงทุนต่อตลาดหุ้นได้อีก ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นจุดยืนยันที่ว่า จริงแล้วตลาดหุ้นได้ปรับตัวเป็นตลาดหมี ที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นเป็นขาลงต่อเนื่อง หรือ ซึมเซา ได้นับเป็นปี ๆ จากนี้ไป หลังจาตลาดหุ้นทั่วโลกที่แสดงสภาวะกระทิง ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า และได้ทำให้หลายตลาด ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างที่เห็นในภาพด้านบน ที่เห็นว่าตลาดหุ้นทั้งอเมริกา และไทย ได้แปลงสภาพเป็นตลาด Bearish ไปแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนี้บอกได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกได้เห็นภาพเป็นตลาด หมีมามากกว่า 6 เดือน และยากที่จะบอก ว่าจะลงทุนในหุ้นที่เป็นตลาดขาลงให้ได้กำไรได้อย่างไร

2. หากลงทุนระยะยาว อาจเลือกหุ้นที่มีผลตอบแทน ด้านปันผลสูง เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่มีการปรับตัวลงต่อ เพราะ yield ของปันผล จะเป็นตัวช่วยพยุงราคา เพียงแต่ ต้องเน้นธุรกิจที่มีรายได้ มั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจโลก3. การถือเงินสด ไม่ใช่เรื่องแปลก ในสภาวะที่ไม่มีความชัดเจน หรือตลาดที่เป็นขาลง การถือเงินสด หรือตราสารเงินระยะสั้น
เช่นกองทุนที่ลงทุน ใน Money market ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่แม้ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ความเสี่ยงต่ำ โดย
นับเป็นการพักเงิน ที่รอจังหวะคลื่นลมสงบอีกครั้ง
4.การใช้เครื่องมือ อนุพันธ์ เช่น Futures หรือ Options ในการป้องกันความเสี่ยง หรือ การเก็งกำไร ในตลาดขาลง ซึ่งแม้ว่ามูลค่าพอร์ต ลดลง หรือ ตลาดรวมปรับตัวลง แต่เราก็สามารถสร้างกำไร ได้โดยการขายดัชนี ผ่านตลาด Futures
แม้ว่าตลาด Futures จะเป็นสินค้าใหม่ที่เปิดตัวได้แค่ 2ปีในเมืองไทย แต่ในตลาดหุ้นต่างประเทศในสหรัฐ ยุโรป หรือ ฮ่องกง นั้นเปิดทำการซื้อขายมานานแล้ว ซึ่งตลาดFutures นับเป็นเครื่องมือที่ประโยชน์มากในตลาดหุ้นขาลง จนมีหลายคนให้คำเปรียบเทียบว่า ตลาดหุ้นขึ้น ถือหุ้นได้เปรียบ แต่ ถ้าตลาดหุ้นลง การ Short Futures นั้นได้เปรียบ ซึ่งตรงนี้ นับเป็นเรื่องที่ ต้องทำความเข้าใจในโอกาสต่อไป
ซึ่ง ผู้ที่สนใจการลงทุนใน Futures นั้นควรมีการเตรียมพร้อมก่อนการลงทุนดังนี้
1.ศึกษาวิธีการซื้อขาย รวมถึงกฎระเบียบ และเงื่อนไขต่างๆ ว่า แต่ ละสัญญาการซื้อขายกันนั้น มีหลักคำนวน
ด้านการวางเงินประกัน อย่างไร การเสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ และ การคำนวนกำไรขาดทุนนั้นคิดกันอย่างไร
2.ศึกษาการวิเคราะห์ ด้านปัจจัยทางเทคนิค เพราะการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะช่วยในการหาจังหวะ ในจุดที่ควร
ซื้อ ควรขาย หรือหยุดขาดทุน เพราะภาพปัจจัยทางพื้นฐาน อาจไม่สะท้อนการลงทุนในทันที ซึ่งบางครั้ง ตลาด
อาจปรับตัวลง ก่อนที่จะสะท้อนในภาพปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งทำให้ผู้ถือลงทุน มีความเสี่ยงของด้านการแกว่งตัวของ
ราคา มากจนทำให้ทนเห็นการขาดทุนไม่ไหว หรือ ต้องโดนเรียกเติมเงินได้
3.ฝีกฝนการซื้อขาย ด้วยการซื้อขาย ผ่านการบริหารพอร์ตจำลอง ก่อนการซื้อขายจริง เพื่อลดความเสี่ยงและข้อ
ผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น รวมถึงจะได้ฝีกฝนการตัดสินใจ ก่อนการลงทุนจริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น